ในคัมภีร์ปฐมจินดาได้กล่าวถึงต้นเหคุที่เกิดมนุษย์
ไว้ดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อมีการปฎิสนธิขึ้นมา
ต้องมีพร้อมด้วยบิดา-มารดา และมีครบบริบรูณ์ของธาตุทั้ง 4 คือปฐวีธาตุ
(ธาตุดิน) 20 ประการ
อาโปรธาตุ
(ธาตุน้ำ) 12ประการ
วาโยธาตุ (ธาตุลม ) 6ประการ เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) 4ประการ
ซึ่งจะระคนเข้าด้วยกัน
แล้วจึงมีการปฎิสนธิในมดลูก
เมื่อมีการเจริญเติบโตขึ้นก็จะเรียกว่ามารดามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
สัปดาห์แรกในมดลูก กลุ่มเซลล์เนื้อเยื่อ 3 ชั้นของมดลูก
จะก่อรูปขึ้นเป็นถุงกลมซึ่งประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากโดยกลุ่มเซลล์ชั้นนอกสุดจะเป็นต้วผลิตระบบประสาท
ผิวหนัง เล็บ ขน และเคลือบฟัน
กลุ่มเซลล์ชั้นกลางทำหน้าที่ผลิตกระดูก กล้ามเนื้อ ไต
และระบบหมุนเวียนโลหิต
ส่วนกลุ่มเซลล์ชั้นในสุดนั้น
ทำหน้าที่ผลิตระบบการหายใจ
ระบบการย่อยอาหาร และระบบต่อมต่างๆ ภายในร่างกาย เซลล์ของไข่ที่ได้รับการผสมเพียงเซลล์เดียวนี้
จะมีการพัฒนาทวีจำนวนขึ้นถึงเกือบ 6พันล้านเซลล์ในทารกแรกเกิด
ด้วยการควบคุมของโครโมโซมทีมี DNA ของบิดาและมารดา และเซลล์ที่เกิดขึ้น
เหล่านี้จะก่อรูปเป็นเนื้อเยื้อชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในงานเฉพาะด้านของร่างกาย
โดยแต่ละเซลล์ จะมี DNA ที่เหมือนกันทั้งสิ้น ยกเว้นแต่เซลล์ของเชื้ออสุจิและไข่
ขณะที่อยู่ในครรภ์ตัวอ่อนหรือทารกจะอาศัยอยู่ในถุงน้ำคร่ำหรือน้ำทูนหัว
ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนจากอันตรายต่างๆได้เป็นอย่างดี
ตัวอ่อนจะเริ่มมีการพัฒนาอวัยวะต่างๆ ขึ้นมาอย่างช้าๆ ภายในถุงน้ำคร่ำ
แม้กระทั่งการขยับตัว หรือการดิ้นของตัวอ่อนผู้ที่เป็นมาดา
ก็สามารถรับรู้อาการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ต่อมาตัวอ่อนจะเริ่มมีการพัฒนาทางประสาทการรับรู้
โดยามารถได้ยินเสียงต่างๆ ภายในร่างกายของมารดา มีการรับรู้เรื่องแสง
เริ่มรับรู้ถึงความมีอยู่ของตัวเอง เริ่มสำรวจสิ่งแวดล้อมโดยใช้มือ
และยังพบว่าตัวอ่อนมักจะดูดนิ้วมือ กลืนน้ำคร่ำในถุงด้วย
ระบบต่างๆ
และอวัยวะของตัวอ่อนจะได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นสมบูรณ์ครบถ้วนพร้อมทุกส่วนเมื่อใกล้กำหนดการคลอด
อวัยวะห่อหุ้มและเลี้ยงดูตัวอ่อน(ทารก)
เมื่อมารดาตั้งครรภ์
ตัวอ่อนหรือทารกที่อยู่ในครรภ์นั้น
จะถูกห่อหุ้มและให้อาหารเลี้ยงดูด้วยอวัยวะดังต่อไปนี้
1 รก (Placenta)
1 รก (Placenta)
เป็นอวัยวะพิเศษสำหรับห่อหุ้มและลี้ยงดูตัวอ่อน
มีลักษณะเป็นร่างแหหลอดเลือดหนากลมแบนดังใบบัวหลวง
มีสายคล้ายก้านบัวทอดลงมาติดทับบริเวณหน้าท้องของทารก (เรียกว่าสายสะดือ)
ขนาดกว้างประมาณ 6-12 นิ้ว ส่วนตรงกลางหนา 1นิ้ว ด้านหนึ่งยึดแน่นโดยมีเส้นโลหิตเดินติดต่อกับเยื่อบุผนังมดลูก
ทำหน้าที่รับเอาสารอาหารและออกซิเจนจากมารดา มาเลี้ยงตัวอ่อนทางสายสะดือ
และเป็นช่องทางขับถ่ายของเสียจากตัวอ่อนกลับเข้าสู่มารดา เพื่อถ่ายเทต่อไป
หลังจากการตั้งครรภ์ได้ 3เดือน
รกจะช่วยสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนได้เอง และจะสร้างฮอร์โมนทั้งสองนี้ต่อไปจนกระทั่งคลอด
ดังนั้นในช่วง 7 เดือนหลังของการตั้งครรภ์
ถ้าหากมารดาเกิดปัญหาและจำเป็นต้องตัดรังไข่ออก
การตั้งครรภ์ก็ยังสามารถดำเนินไปได้
เพราะฮอร์โมนทั่งนี้ทำหน้าที่รักษาสภาพของผนังมดลูกให้แข็งแรง มิให้เกิดการแท้งบุตรได้
รกยังทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนที่ช่วยเร่งหารเจริญเติบโต
ช่วยรักษาความสมดุลของโปรตีน การสลายไขมันให้เป็นพลังงาน ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้สูง
เพื่อให้ตัวอ่อนหรือทารกนั้น
ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ
รวมทั้งทำให้เกิดการเจริญเติบโตของด้านของสตรีขณะตั้งครรภ์ พร้อมทั้งป้องกันโลหิตจากมารดาไม่ให้ไหลย้อนกลับเข้าสู่ทารกในครรภ์ได้
หากมารดามีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าทารก เพราะถ้ามีการไหลโลหิตติดต่อกันโดยตรง
ความดันโลหิตของมารดาจะทำให้อวัยวะของทารกทนไม่ได้
ตัวยาและเชื้อโรคที่มีอยู่ในกระแสโลหิตของมารดา
มีโอกาสเข้าถึงทารกได้ เช่น มารดาป่วยเป็นไข้รากสาด หรือเป็นโรคซิฟิลิส
เอดส์ ก็ทำให้เชื้อโรคเข้าถึงทารกได้อย่างแน่นอน

2. สายสะดือ
2. สายสะดือ
เป็นสายที่ติดต่อระหว่างเด็กกับรก
ภายในสายสะดือมีเส้นโลหิต 2 เส้น เป็นเส้นโลหิตแดง1เส้น ทำหน้าทีนำโลหิตจากมารดามาสู่ทารก และเส้นโลหิตดำอีก 1เส้น จะนำโลหิตที่มีดี จากทารกไปสู่มารดา เป็นการถ่ายเทของเสียจากทารก
สายสะดือจะมีเยื่อเหนียวๆ
อย่างเดียวกันกับถุงหุ้มตัวทารก สายสะดือยาวประมาณ 20-22นิ้วฟุต เมื่อครบกำหนดคลอดมักจะบิดเป็นเกลียวประมาณ 10 รอบ
ส่วนที่เกาะติดกับรกมักจะเป็นบริเวณกึ่งกลางของรก แต่ที่ออกไปอยู่ด้านข้างหรือริมๆรกเลยก็มี บางรายเกาะอยู่ที่เยื่อหุ้มทารกข้างๆรกก็มี
เป็นตำแหน่งที่อันตรายมาก สายสะดือนี้ถ้าเด็กดิ้นมากจนสายสะดือบิดเป็นเกลียวมากๆ
ทำให้โลหิตจากมารดาไปเลี้ยงไม่ได้ ทารกนั้นอาจเสียชีวิตได้
การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะส่วนต่างๆของมารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์จนคลอด
สตรีจะมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะมากมายแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
1 การเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะในบริเวณช่องเชิงกราน หน้าท้อง เต้านม และผิวหนัง
การเปลี่ยนแปลงเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์และมากขึ้นจนกระทั้งคลอด ดังนี้
-
มดลูก ก่อนตั้งครรภ์หนัก ประมาณ 50 กรัม
เมื่อตั้งครรภ์จะโตขึ้นมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตลอดในโพรงมดลูกมีน้ำบรรจุอยู่ราว
2ซีซี เวลาครบกำหนดคลอดมดลูกมีน้ำหนักประมาณ 1,000กรัม จุน้ำประมาณ 4,000 – 5,000 ซีซี หรือมากกว่านั้น บอกจากมดลูกและกล้ามเนื้อแล้ว
เส้นโลหิตต่างๆที่เยื้อบุมดลูกก็ขยายตามไปด้วย เพื่อให้โลหิตมาเลี้ยงมากขึ้น
อาการอย่างหนึ่งที่ยืนยันการตั้งครรภ์ก็คือ
มดลูกจะมีการบีบตัวตลอดเวลา และมากขึ้นเมื่อครรภ์ใกล้ครบกำหนด
-
ช่องคลอด จะมีโลหิตมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น ทั้งช่องคลอดและแคมปากช่องคลอด
จึงมีสีม่วงคล้ำตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ อาจมีระดูขาวหรือมูกใสๆออกมากขึ้น
-
กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อกระดูกโดยเฉพาะบริเวณเชิงกราน
จะมีความนุ่มยืดหยุ่นขึ้น และเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ตั้งแต่ตั้งครรภ์ประมาณ 5 เดือน จนถึงกำหนดคลอด เพื่อให้คลอดได้ง่ายขึ้น
-
ผิวหนังหน้าท้อง เมื่อมดลูกค่อยๆโตขึ้น
ทำให้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องค่อยๆยืดออก บางออกไปทุกทีจนผิวหนังหน้าท้องส่วนล่าง รวมทั้งผิวหนังบริเวณต้นขา
ขาหนีบจะแตกเป็นลายเส้นๆ
นอกจากนี้จะมีเส้นเลือดดำปรากฏขึ้นอีกเส้นหนึ่งตรงกลางท้อง ตั้งแต่หัวเหน่าไปจนถึงสะดือ
และจะจางเมื่อคลอดบุตรแล้ว
-
เต้านม จะขยายใหญ่ขึ้นตั้งแต่ ครรภ์ได้ 1 เดือน ปลายเดือนที่2
ต่อมน้ำนมจะโตมากขึ้น คลำจะพบต่อมเป็นก้อนภายในเต้านม
ในระยะต่อมาบริเวณเต้านมจะมีเส้นเลือดดำ ปรากฎอยู่ใต้ผิวหนังเห็นเป็นเส้นเขียวๆเวลาบีบเต้านมจะพบน้ำใสๆออกมาเล็กน้อย
น้ำใสๆนี้เมื่อครบกำหนดคลอดจะเป็นน้ำนมเหลือง ที่มีประโยชน์ต่อทารกมาก
ส่วนหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้น สีดำจัดขึ้น มีเม็ดเล็กๆล้อมหัวนม
คล้ายหนามพองตังโตขึ้น ประมาณ10- 20 เม็ด
2. การเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปของร่างกาย
- ระบบทางเดินอาหาร
มีอาการคลื่นไส้อาเจียนในช่วงเช้า เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 8-12 ฟันของสตรีที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะพบว่าฟันผุ
เพราะแคลเซี่ยมจากอาหารที่ทานเข้าไปนั้น ทารก นำไปใช้สร้างกระดูกนั่นเอง
สตรีที่ตั้งครรภ์จะมีความต้องการกินอาหารผิดๆแปลกๆ เช่นอยากทานของเปรี้ยว
ของหมักดอง ของขม ดิน หรือของพิสดารอื่นๆ
ในช่วงตั้งครรภ์สามเดือนแรกอาจมีอาการ ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ท้องผูกและเบื่ออาหาร
แต่ในช่วงตั้งครรภ์สามเดือนหลังก่อนคลอด จะรับประทานอาหารได้ดี ทำให้น้ำหนักเพิ่มและอ้วนขึ้น
บางรายที่อาจท้องผูกเนื่องจากมดลูกไปกดทับลำไส้ใหญ่ ควรแก้ไขด้วยการทานอาหารที่มีกากใยมาก มิฉะนั้นอาจทำให้เป็นท้องผูกเรื้อรังได้
-
ระบบทางเดินของโลหิต
จำนวนโลหิต จะเพิ่ม15เปอร์เซ็นต์
- หัวใจ ต้องทำมากเพิ่มมากขึ้นแเม้บางคนจะไม่รู้สึกผิดปกติ
การตั้งครรภ์มีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจใหญ่ขึ้นเพราะจำนวนโลหิตมีเพิ่มขึ้นประการหนึ่ง
- ความดันของโลหิต
ในระยะแรกๆของการตั้งครรภ์ไม่ใคร่มีการเปลี่ยนแปลง แต่กลับจะสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อใกล้คลอด
เมื่อคลอดเสรจความดันจะลงทันทีและต่ำอยู่ประมาณ 5วันหลังคลอด
- ระบบทางเดินหายใจ
ในระยะหลังๆของการตั้งครรภ์ มดลูกจะดันปอดขึ้นไปอยู่ในที่จำกัด
จึงทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ รู้สึกหายใจลำบาก ทำให้เหนื่อยง่าย
- ระบบทางเดินปัสสาวะ
ไตจะทำงานมากขึ้น เพื่อช่วยขับของเสียจากมารดาและทารกในครรภ์ ฉะนั้นคนที่เป็นโรคไตพิการ ก็จะมีอาการมากขึ้น
และมีผลทำให้ครรภ์มีพิษได้ง่าย
- การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบประสาท
ทำให้เกิดอาเจียนในเวลาเช้า
บางคนอาจมีนิสัยใจคอตรงกันข้ามกับเมื่อยังไม่ได้ตั้งครรภ์
3.การเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญของร่างกาย
การเผาผลาญของส่วนต่างของร่างกายจำเป็นต้องเพิ่มมากขึ้น
เพราะทั้งมารดาและทารกมีการเผาผลาญในอวัยวะต่างๆด้วยกันและในระยะเวลาเดียวกัน
4.การเปลี่ยนแปลงของต่อมไร้ท่อ
มีการเจริญเติบโตของต่อไร้ท่อในร่างกาย เช่น ต่อมไทรอยด์ ตับอ่อน ต่อมแอดรีนอล
ฯลฯ จะเจริญเติบโตขึ้นทุกๆต่อมและต้องทำหน้าที่มากกว่าภาวะปกติ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น