รับปรึกษาเรื่องการอยู่ไฟคุณแม่หลังคลอด ติดต่อ คุณนา โทร.085-3615086

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

การตั้งครรภ์



ในคัมภีร์ปฐมจินดาได้กล่าวถึงต้นเหคุที่เกิดมนุษย์ ไว้ดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อมีการปฎิสนธิขึ้นมา
ต้องมีพร้อมด้วยบิดา-มารดา และมีครบบริบรูณ์ของธาตุทั้ง 4 คือปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) 20 ประการ
อาโปรธาตุ (ธาตุน้ำ) 12ประการ  วาโยธาตุ (ธาตุลม ) 6ประการ  เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) 4ประการ
ซึ่งจะระคนเข้าด้วยกัน แล้วจึงมีการปฎิสนธิในมดลูก เมื่อมีการเจริญเติบโตขึ้นก็จะเรียกว่ามารดามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
สัปดาห์แรกในมดลูก กลุ่มเซลล์เนื้อเยื่อ 3 ชั้นของมดลูก จะก่อรูปขึ้นเป็นถุงกลมซึ่งประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากโดยกลุ่มเซลล์ชั้นนอกสุดจะเป็นต้วผลิตระบบประสาท ผิวหนัง เล็บ ขน และเคลือบฟัน  กลุ่มเซลล์ชั้นกลางทำหน้าที่ผลิตกระดูก กล้ามเนื้อ ไต และระบบหมุนเวียนโลหิต  ส่วนกลุ่มเซลล์ชั้นในสุดนั้น  ทำหน้าที่ผลิตระบบการหายใจ  ระบบการย่อยอาหาร และระบบต่อมต่างๆ ภายในร่างกาย เซลล์ของไข่ที่ได้รับการผสมเพียงเซลล์เดียวนี้ จะมีการพัฒนาทวีจำนวนขึ้นถึงเกือบ 6พันล้านเซลล์ในทารกแรกเกิด ด้วยการควบคุมของโครโมโซมทีมี DNA ของบิดาและมารดา และเซลล์ที่เกิดขึ้น เหล่านี้จะก่อรูปเป็นเนื้อเยื้อชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในงานเฉพาะด้านของร่างกาย โดยแต่ละเซลล์ จะมี DNA ที่เหมือนกันทั้งสิ้น  ยกเว้นแต่เซลล์ของเชื้ออสุจิและไข่
ขณะที่อยู่ในครรภ์ตัวอ่อนหรือทารกจะอาศัยอยู่ในถุงน้ำคร่ำหรือน้ำทูนหัว ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนจากอันตรายต่างๆได้เป็นอย่างดี ตัวอ่อนจะเริ่มมีการพัฒนาอวัยวะต่างๆ ขึ้นมาอย่างช้าๆ ภายในถุงน้ำคร่ำ แม้กระทั่งการขยับตัว หรือการดิ้นของตัวอ่อนผู้ที่เป็นมาดา ก็สามารถรับรู้อาการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ต่อมาตัวอ่อนจะเริ่มมีการพัฒนาทางประสาทการรับรู้ โดยามารถได้ยินเสียงต่างๆ ภายในร่างกายของมารดา มีการรับรู้เรื่องแสง เริ่มรับรู้ถึงความมีอยู่ของตัวเอง เริ่มสำรวจสิ่งแวดล้อมโดยใช้มือ และยังพบว่าตัวอ่อนมักจะดูดนิ้วมือ กลืนน้ำคร่ำในถุงด้วย
ระบบต่างๆ และอวัยวะของตัวอ่อนจะได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นสมบูรณ์ครบถ้วนพร้อมทุกส่วนเมื่อใกล้กำหนดการคลอด
อวัยวะห่อหุ้มและเลี้ยงดูตัวอ่อน(ทารก)
เมื่อมารดาตั้งครรภ์  ตัวอ่อนหรือทารกที่อยู่ในครรภ์นั้น จะถูกห่อหุ้มและให้อาหารเลี้ยงดูด้วยอวัยวะดังต่อไปนี้
1 รก  (Placenta)
เป็นอวัยวะพิเศษสำหรับห่อหุ้มและลี้ยงดูตัวอ่อน มีลักษณะเป็นร่างแหหลอดเลือดหนากลมแบนดังใบบัวหลวง  มีสายคล้ายก้านบัวทอดลงมาติดทับบริเวณหน้าท้องของทารก (เรียกว่าสายสะดือ) ขนาดกว้างประมาณ 6-12 นิ้ว ส่วนตรงกลางหนา 1นิ้ว ด้านหนึ่งยึดแน่นโดยมีเส้นโลหิตเดินติดต่อกับเยื่อบุผนังมดลูก ทำหน้าที่รับเอาสารอาหารและออกซิเจนจากมารดา มาเลี้ยงตัวอ่อนทางสายสะดือ และเป็นช่องทางขับถ่ายของเสียจากตัวอ่อนกลับเข้าสู่มารดา เพื่อถ่ายเทต่อไป
          หลังจากการตั้งครรภ์ได้ 3เดือน รกจะช่วยสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนได้เอง และจะสร้างฮอร์โมนทั้งสองนี้ต่อไปจนกระทั่งคลอด ดังนั้นในช่วง 7 เดือนหลังของการตั้งครรภ์ ถ้าหากมารดาเกิดปัญหาและจำเป็นต้องตัดรังไข่ออก  การตั้งครรภ์ก็ยังสามารถดำเนินไปได้  เพราะฮอร์โมนทั่งนี้ทำหน้าที่รักษาสภาพของผนังมดลูกให้แข็งแรง มิให้เกิดการแท้งบุตรได้
          รกยังทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนที่ช่วยเร่งหารเจริญเติบโต ช่วยรักษาความสมดุลของโปรตีน การสลายไขมันให้เป็นพลังงาน  ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้สูง เพื่อให้ตัวอ่อนหรือทารกนั้น  ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ รวมทั้งทำให้เกิดการเจริญเติบโตของด้านของสตรีขณะตั้งครรภ์  พร้อมทั้งป้องกันโลหิตจากมารดาไม่ให้ไหลย้อนกลับเข้าสู่ทารกในครรภ์ได้ หากมารดามีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าทารก เพราะถ้ามีการไหลโลหิตติดต่อกันโดยตรง  ความดันโลหิตของมารดาจะทำให้อวัยวะของทารกทนไม่ได้ ตัวยาและเชื้อโรคที่มีอยู่ในกระแสโลหิตของมารดา  มีโอกาสเข้าถึงทารกได้ เช่น มารดาป่วยเป็นไข้รากสาด หรือเป็นโรคซิฟิลิส เอดส์ ก็ทำให้เชื้อโรคเข้าถึงทารกได้อย่างแน่นอน

2. สายสะดือ
เป็นสายที่ติดต่อระหว่างเด็กกับรก ภายในสายสะดือมีเส้นโลหิต 2 เส้น เป็นเส้นโลหิตแดง1เส้น ทำหน้าทีนำโลหิตจากมารดามาสู่ทารก   และเส้นโลหิตดำอีก 1เส้น จะนำโลหิตที่มีดี จากทารกไปสู่มารดา  เป็นการถ่ายเทของเสียจากทารก
สายสะดือจะมีเยื่อเหนียวๆ อย่างเดียวกันกับถุงหุ้มตัวทารก สายสะดือยาวประมาณ  20-22นิ้วฟุต  เมื่อครบกำหนดคลอดมักจะบิดเป็นเกลียวประมาณ 10 รอบ ส่วนที่เกาะติดกับรกมักจะเป็นบริเวณกึ่งกลางของรก แต่ที่ออกไปอยู่ด้านข้างหรือริมๆรกเลยก็มี  บางรายเกาะอยู่ที่เยื่อหุ้มทารกข้างๆรกก็มี เป็นตำแหน่งที่อันตรายมาก สายสะดือนี้ถ้าเด็กดิ้นมากจนสายสะดือบิดเป็นเกลียวมากๆ ทำให้โลหิตจากมารดาไปเลี้ยงไม่ได้ ทารกนั้นอาจเสียชีวิตได้
การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะส่วนต่างๆของมารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์จนคลอด
สตรีจะมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะมากมายแบ่งออกเป็น 4 ส่วน  คือ
1 การเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะในบริเวณช่องเชิงกราน หน้าท้อง เต้านม และผิวหนัง การเปลี่ยนแปลงเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์และมากขึ้นจนกระทั้งคลอด  ดังนี้
-        มดลูก ก่อนตั้งครรภ์หนัก ประมาณ 50 กรัม  เมื่อตั้งครรภ์จะโตขึ้นมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตลอดในโพรงมดลูกมีน้ำบรรจุอยู่ราว 2ซีซี เวลาครบกำหนดคลอดมดลูกมีน้ำหนักประมาณ 1,000กรัม จุน้ำประมาณ 4,000 – 5,000 ซีซี หรือมากกว่านั้น บอกจากมดลูกและกล้ามเนื้อแล้ว เส้นโลหิตต่างๆที่เยื้อบุมดลูกก็ขยายตามไปด้วย เพื่อให้โลหิตมาเลี้ยงมากขึ้น
อาการอย่างหนึ่งที่ยืนยันการตั้งครรภ์ก็คือ มดลูกจะมีการบีบตัวตลอดเวลา และมากขึ้นเมื่อครรภ์ใกล้ครบกำหนด
-        ช่องคลอด จะมีโลหิตมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น ทั้งช่องคลอดและแคมปากช่องคลอด จึงมีสีม่วงคล้ำตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ อาจมีระดูขาวหรือมูกใสๆออกมากขึ้น
-        กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อกระดูกโดยเฉพาะบริเวณเชิงกราน จะมีความนุ่มยืดหยุ่นขึ้น และเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ตั้งแต่ตั้งครรภ์ประมาณ 5 เดือน จนถึงกำหนดคลอด เพื่อให้คลอดได้ง่ายขึ้น
-        ผิวหนังหน้าท้อง เมื่อมดลูกค่อยๆโตขึ้น ทำให้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องค่อยๆยืดออก บางออกไปทุกทีจนผิวหนังหน้าท้องส่วนล่าง รวมทั้งผิวหนังบริเวณต้นขา ขาหนีบจะแตกเป็นลายเส้นๆ นอกจากนี้จะมีเส้นเลือดดำปรากฏขึ้นอีกเส้นหนึ่งตรงกลางท้อง ตั้งแต่หัวเหน่าไปจนถึงสะดือ  และจะจางเมื่อคลอดบุตรแล้ว
-        เต้านม จะขยายใหญ่ขึ้นตั้งแต่ ครรภ์ได้ 1 เดือน  ปลายเดือนที่2 ต่อมน้ำนมจะโตมากขึ้น คลำจะพบต่อมเป็นก้อนภายในเต้านม ในระยะต่อมาบริเวณเต้านมจะมีเส้นเลือดดำ ปรากฎอยู่ใต้ผิวหนังเห็นเป็นเส้นเขียวๆเวลาบีบเต้านมจะพบน้ำใสๆออกมาเล็กน้อย น้ำใสๆนี้เมื่อครบกำหนดคลอดจะเป็นน้ำนมเหลือง ที่มีประโยชน์ต่อทารกมาก ส่วนหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้น สีดำจัดขึ้น มีเม็ดเล็กๆล้อมหัวนม คล้ายหนามพองตังโตขึ้น ประมาณ10- 20 เม็ด
2. การเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปของร่างกาย
   - ระบบทางเดินอาหาร  มีอาการคลื่นไส้อาเจียนในช่วงเช้า เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 8-12                ฟันของสตรีที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะพบว่าฟันผุ เพราะแคลเซี่ยมจากอาหารที่ทานเข้าไปนั้น ทารก นำไปใช้สร้างกระดูกนั่นเอง
     สตรีที่ตั้งครรภ์จะมีความต้องการกินอาหารผิดๆแปลกๆ เช่นอยากทานของเปรี้ยว ของหมักดอง ของขม ดิน  หรือของพิสดารอื่นๆ ในช่วงตั้งครรภ์สามเดือนแรกอาจมีอาการ ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ท้องผูกและเบื่ออาหาร แต่ในช่วงตั้งครรภ์สามเดือนหลังก่อนคลอด จะรับประทานอาหารได้ดี  ทำให้น้ำหนักเพิ่มและอ้วนขึ้น บางรายที่อาจท้องผูกเนื่องจากมดลูกไปกดทับลำไส้ใหญ่  ควรแก้ไขด้วยการทานอาหารที่มีกากใยมาก  มิฉะนั้นอาจทำให้เป็นท้องผูกเรื้อรังได้  
-        ระบบทางเดินของโลหิต
     จำนวนโลหิต จะเพิ่ม15เปอร์เซ็นต์
    -  หัวใจ ต้องทำมากเพิ่มมากขึ้นแเม้บางคนจะไม่รู้สึกผิดปกติ  การตั้งครรภ์มีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจใหญ่ขึ้นเพราะจำนวนโลหิตมีเพิ่มขึ้นประการหนึ่ง    
    -  ความดันของโลหิต  ในระยะแรกๆของการตั้งครรภ์ไม่ใคร่มีการเปลี่ยนแปลง แต่กลับจะสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อใกล้คลอด เมื่อคลอดเสรจความดันจะลงทันทีและต่ำอยู่ประมาณ 5วันหลังคลอด
     - ระบบทางเดินหายใจ ในระยะหลังๆของการตั้งครรภ์ มดลูกจะดันปอดขึ้นไปอยู่ในที่จำกัด จึงทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ รู้สึกหายใจลำบาก ทำให้เหนื่อยง่าย
     - ระบบทางเดินปัสสาวะ ไตจะทำงานมากขึ้น เพื่อช่วยขับของเสียจากมารดาและทารกในครรภ์  ฉะนั้นคนที่เป็นโรคไตพิการ ก็จะมีอาการมากขึ้น และมีผลทำให้ครรภ์มีพิษได้ง่าย
      - การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบประสาท ทำให้เกิดอาเจียนในเวลาเช้า  บางคนอาจมีนิสัยใจคอตรงกันข้ามกับเมื่อยังไม่ได้ตั้งครรภ์
3.การเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญของร่างกาย  การเผาผลาญของส่วนต่างของร่างกายจำเป็นต้องเพิ่มมากขึ้น  เพราะทั้งมารดาและทารกมีการเผาผลาญในอวัยวะต่างๆด้วยกันและในระยะเวลาเดียวกัน
4.การเปลี่ยนแปลงของต่อมไร้ท่อ มีการเจริญเติบโตของต่อไร้ท่อในร่างกาย เช่น ต่อมไทรอยด์      ตับอ่อน  ต่อมแอดรีนอล   ฯลฯ จะเจริญเติบโตขึ้นทุกๆต่อมและต้องทำหน้าที่มากกว่าภาวะปกติ
      



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น