รับปรึกษาเรื่องการอยู่ไฟคุณแม่หลังคลอด ติดต่อ คุณนา โทร.085-3615086

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

อาหารสำหรับทารกที่ให้เพิ่มนอกจากนม

อาหารที่ใช้เพิ่มนอกจากนม

อายุ  2 เดือน ควรให้น้ำส้มคั้น หรือน้ำผลไม้เล็กน้อย
อายุ  3 เดือน ควรให้กล้วยน้ำว้าบดหรือกล้วยหักมุกเผาบด พอควร
อายุ  4 เดือน ควรให้ข้าวบดกับน้ำแกงจืด ตามสมควร
อายุ  5 เดือน ควรให้ไข่แดงสุกเพิ่ม
อายุ  6-7 เดือน เพิ่ม ตับบด เนื้อปลา หมูสับ เพิ่มที่ละน้อยทีละอย่าง ครั้งแรก ควรให้วันละ 1 ครั้งและครั้งต่อไปเพิ่มเป็นวันละ 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง
เมื่อทารกอายุ  8-10 เดือน ให้ข้าวและกับวันละ 2มื้อ ให้ขนมปังตัดเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อให้เหงือกและฟันแข็งแรง
เมื่อทารกอายุครบ1ปี ให้อาหารและผลไม้อย่างผู้ใหญ่ได้ ยกเว้นอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน วันละ 3 มื้อ






การอยู่ไฟ


เมื่อแม่ตั้งครรภ์ได้ 9 เดือน ร่างกายมีเปลี่ยนแปลงไป แม่มีน้ำหนักมากขึ้น ทานอาหารมากขึ้น อาหารที่เหลือจาการบำรุงลูก จะถูกเก็บสะสมไว้ในรูปไขมันเพื่อเตรียมการคลอด หน้าท้องขยายใหญ่ต้องอุ้มน้ำหนักลูก ทำให้กล้ามเนื้อของหลัง ช่องท้อง ต้นขา ต้องเกร็งตัวตลอดเวลา ทำให้มีอาการปวดหลัง เส้นเลือดขอดที่ขา ท้องลาย ขาบวม คนโบราณหาวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยการ  อยู่ไฟ”  ซึ่งเป็นความเชื่อที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเชื่อว่าการอยู่ไฟ  จะช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้นและทำให้แม่แข็งแรงไม่เจ็บป่วย ในปัจจุบันความเชื่อนี้ก็ยังได้รับความเชื่อถือและนิยมมากขึ้น
ขั้นตอนการอยู่ไฟ    
    -  การนวดคลาย
    -  การทับหม้อเกลือ
    - การอบสมุนไพร ( เข้ากระโจม )
    - การประคบตัว
    - อาบน้ำสมุนไพร 

การออกกำลังกายของสตรีหลังคลอด

การออกกำลังกายของสตรีหลังการคลอดบุตร
ตั้งแต่วันแรกหลังการคลอดบุตร สามารถ สามารถร่างกายได้แบบเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม เพื่อช่วยให้รูปร่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ กล้ามเนื้อจะกระชับได้เร็วขึ้น  ( สำหรับสตรีที่คลอดบุตรด้วยการผ่าตัดหน้าท้อง  ให้อยู่ในการวินิจฉัยของแพทย์ ) ควรบริหารร่างกายดังนี้
สัปดาห์ที่ 1-2 หลังการคลอดบุตร
ท่าที่ 1
วิธีทำ
 นอนหงาย เหยียดขาตรงทั้งสองข้าง วางแขนข้างๆลำตัว หรือวางไว้บนหน้าท้องทำใจสบายๆ สูดลมหายใจเข้าให้เต็มที่ ( จะนั่งบนเก้าอี้บริหารท่านี้ก็ได้ )
 แขม่วท้อง เข้ามาให้มากที่สุดให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าจะให้หน้าท้องไปแตะกับกระดูกสันหลังแล้วกลั้นลมหายใจ แขม่วท้องขมิบก้นไว้ให้นานที่สุด นับในใจ 1-5  อย่างช้าๆ จึงผ่อนลมหายใจออก นับเป็น 1 ครั้ง ทำเช่นนี้หลายๆครั้งติดต่อกัน
การบริหารในท่านี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น การลุกจากที่นอน หรือลุกขึ้นจากเก้าอี้ และในขณะที่แขม่วท้อง  จะต้องขมิบก้นและช่องคลอดด้วยทุกครั้ง
 ท่าที่ 2
 วิธีทำ
นอนหงาย เหยียดขาและแขนทั้งสองข้างแนบลำตัว
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆกับพร้อมกับค่อยๆ ยกศีรษะลอยขึ้นจากพื้นให้คางจรด
ด้านหน้ามากที่สุด หยุดนิ่งประมาณ 3 5 วินาที แล้วผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับเอนศีรษะกลับไปท่าเดิม ทำอย่างน้อย 5-10ครั้ง
ท่าที่ 3
วิธีทำ
นอนหงาย เหยียดขา ทั้งสองข้างให้ตรง แขนทั้งสองข้างวางแนบลำตัว
สูดลมหายใจเข้าช้าๆลึกๆ พร้อมกับยกแขนขึ้นให้ตั้งฉากกับลำตัว เหยียดแขนให้ตรง 
ฝ่ามือทั้งสองประกบกัน หยุดนิ่งประมาณ 3 -5 วินาที่ ผ่อนลมหายใจออก พร้อมกับลดแขนวางลงข้างลำตัว ทำประมาณ 5 – 10 ครั้ง
    สัปดาห์ ที่ 3 – 4หลังการคลอดบุตร
    ท่าที่1
    วิธีทำ
    นอนหงาย เหยียดขาและแขนทั้งสองข้างให้ตรง
    สูดลมหายใจเข้าช้าๆ พร้อมกับงอขาข้างใดข้างหนึ่งเข้าหาตัวและให้ส้นเท้าชิดกับก้น หยุดนิ่งประมาณ 3 – 5 วินาที  แล้วค่อยๆเหยียดขาให้ตรงในท่าเดิม
     ให้ทำขาอีกข้างหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน ทำสลับกันข้างละ5ครั้ง
    ท่าที่2
   วิธีทำ 
    นอนหงาย ตั้งเข่าขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยมให้ฝ่าเท้าแนบพื้น วางแขนแนบลำตัว
     สูดลมหายใจเข้า พร้อมกับยกสะโพกขึ้น ขมิบก้นและช่องคลอด หยุดนิ่งสัก 5 วินาทีผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับค่อยๆลดระดับสะโพกลง ให้แนบกับพื้น บริหารท่านี้สัก 5-10 ครั้ง จะช่วยให้ฝีเย็บและช่องคลอดกระชับ สะโพกแข็งแรง 
   ท่าที่3
    วิธีทำ
    นอนคว่ำ ควรมีหมอนเล็กๆนุ่มๆรองที่บริเวณหน้าท้องเหยียดขาทั้งสองตรงก่อน
     ค่อยๆลากเข่าทั้งสองข้างเข้าหาอก  ไม่ต้องให้เขาชิดกัน โดยยกก้นให้ลอยขึ้น แขนวางราบกับพื้น ยกก้นค้างไว้ประมาณ 1นาที แล้วค่อยๆเลื่อนเขาลงไปทางปลายเท้า ให้อยู่ในท่าที่นอนคว่ำครั้งแรก ทำสัก 5 ครั้ง
     ท่าที่4
  วิธีทำ
 นอนคว่ำ ควรมีหมอนนุ่มๆรองไว้ที่หน้าท้อง เหยียดขาทั้งสองข้างให้ตรง ขมิบก้นและช่องคลอด  พยายามทำหลายๆครั้ง ช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น
การนอนคว่ำช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น


การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะหลังคลอด

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะหลังคลอด
 1.  มดลูก ในระยะหลังคลอดทันที มดลูกจะเล็กลงคลำได้เป็นก้อนแข็งที่หน้าท้อง หลังจากนั้น 2สัปดาห์ มดลูกจะเข้าไปอยู่ภายในอุ้งเชิงกรานไม่สามารถคลำได้ และจะเล็กลงจนเท่าขนาดปกติก่อนตั้งครรภ์ใน 4 สัปดาห์ ระยะ 2-3 วันแรกหลังคลอด มดลูกจะบีบเกร็งตัวเป็นก้อนแข็ง เพื่อป้องกันการตกเลือดทำให้มีอาการปวดท้องน้อยคล้ายการปวดประจำเดือนมารดาท้องหลังจะปวดมดลูกกว่ามารดาท้องแรก
และจะปวดมากขึ้นเมื่อกำลังให้นมบุตร ดังนั้นคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มดลูกจะเจ้าอู่เร็วกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
 2.  น้ำคาวปลา คือเลือดคล้ายประจำเดือนจะค่อยๆจางลง น้ำคาวปลาจะออกมากในวันแรกและจะลดลงตามลำดับหลังจาก 10 วัน กลายเป็นมูกสีขาวจนหมดใน 14 วัน หลังคลอด บางคนอาจมีนานกว่านี้เล็กน้อย
สำหรับมารดาที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องน้ำคาวจะจางลง และหมดเร็วกว่ามารดาที่คลอดปกติ
 3.  แผลฝีเย็บ ในระหว่างการคลอด แพทย์จะตัดเย็บเพื่อขยายช่องคลอดให้กว้างขึ้น  และจะเย็บกลับเข้าที่เดิม โดยจะเย็บแผลด้วยไหมละลาย ถ้าเจ็บแผลสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ ยานี้ไม่มีผลต่อบุตรให้นมแม่
อาการเจ็บที่ฝีเย็บมักจะหายไปภายใน 7 วัน หลังคลอด และจะหายสนิทภายใน 3 สัปดาห์หลังคลอด
การดูแลแผลฝีเย็บอย่างถูกต้อง จะช่วยป้องกันปัญหาการอักเสบติดเชื้อได้ ถ้ามีน้ำคาวปลาออกมากควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ  จากนั้นหลังจากถ่ายอุจจาระปนเปื้อนเข้าไปในแผลทำให้เกิดการอักเสบได้
    4.ช่องคลอดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หลังผ่านการคลอดไปแล้วช่องคลอด จะมีขนาดโตขึ้นมากกว่าปกติ  กล้ามเนื้อต่างๆ ภายในอุ้งเชิงกรานก็จะยึดขยายออกเช่นกัน บางคนอาจจะเรียกการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ว่า กระบังลมหย่อน
ดังนั้นมารดาหลังคลอดควรออกกำลังกายฟื้นฟูสภาพช่องคลอดให้กลับสู่สภาพเดิม โดยการ ขมิบก้น วันละ 20-30 ครั้ง ซึ่งสามารถทำได้ทันที
 5. หน้าท้อง ผนังหน้าท้องของมารดาหลังคลอดจะหย่อนและหนา ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน ของหวานอาหารประเภทแป้งทั้งหลาย
หน้าท้องของมารดาหลังคลอดจะมีดำคล้ำเห็นได้ชัด เป็นผลจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เซลล์ผิวหนังชุดเดิมจะค่อยๆ หลุดลอก มีการสร้างเซลล์ผิวหนังชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนจะเป็นสีเหมือนปกติภายใน 3-4 เดือนหลังคลอด
    6. แผลหน้าท้อง สำหรับมารดาที่ผ่าตัดคลอด  จะมีรอยผ่าตัดยาวประมาณ 10-20 ซ.ม ที่บริเวณหน้าท้องส่วนล่างหรืออาจจะเป็นแผลตามแนวยาว ซึ่งมักจะเย็บด้วยไหมตัดจึงต้องกลับไปตัดไหมหลังผ่าตัดประมาณ 7 วัน กรณีแผลผ่าตัดเป็นรอยขวาง  บริเวณหัวหน่าว
มักจะเป็นไหมละลายไม่ต้องตัดไหม
 ปกติแผลผ่าตัดจะติดจะติดสนิทในเวลาประมาณ 7-10 วัน จึงอาบน้ำได้ หลังอาบน้ำควรเช็ดบริเวณแผลให้แห้งอาจใช้แอลกอฮอล์เช็ดในระยะแรกๆในระยะที่แผลกำลังหายอาจมีอาการค้นบ้างไม่ควรเกาเพราะจะทำให้แผลนูนหนาเป็นแผลเป็นได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการสวมกางเกงในตัวเล็กๆ เพราะขอบยางยืดจะกดเสียดสีรอยแผล ทำให้แข็งนูน
    7.   กระเพาะปัสสาวะ หลังคลอด ใหม่ๆ กระเพาะปัสสาวะจะบอบช้ำได้ง่าย ผนังกระเพาะปัสสาวะจะบวมแดงกว่าปติความรู้สึกอยากจะปัสสาวะก็จะลดลงด้วย บางคนอาจมีอาการปัสสาวะไม่ออก  หรือออกไม่หมด  ทำให้ปัสสาวะอักเสบได้ บางคนอาจปัสสาวะเล็ด ขณะไอ หรือจาม อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นใน 3 เดือน โดยเฉพาะถ้าปฏิบัติตัวและบริหารช่องคลอด และกะบังลมอย่าถูกต้อง

การปฏิบัติตัวในระยะหลังคลอด
ควรนอนพัก 4-6 ชั่วโมง อย่าลุกจากเตียงทันทีทันใดเพราะอาจมีอาการหน้ามือเป็นลมได้
โดยปกติแพทย์จะให้รับประทานยาแก้อักเสบยาแก้ปวด และยาบำรุง ควรรับประทานอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องจนหมด
มารดาหลังคลอดมีอาการท้องผูก ควรดื่มน้ำมากๆ รับประทานผักสด ผลไม้ อาหารที่มีกาก ให้เพียงพอ  ที่สำคัญห้ามซื้อยาระบายมารับประทานเองเพราะยาบางประเภทอาจหลั่งออกมาทางน้ำนม  ทำให้ลูกมีอาการท้องเสียได้  การดูแลสุขภาพโดยทั่วไป แม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มีคุณค่าครบถ้วน โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง ผักสด ผลไม้ แม่ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ควรงดอาหารบางอย่าง เช่นของหมักดอง แอลกอฮอร์ ฯลฯ เนื่องจากไม่มีประโยขน์อาจทำให้แม่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและอาจเป็นผลเสียต่อแม่อีกด้วย
อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง นอกจากทำงานบ้าน
ทำครัวแล้ว  ก่อนจะจับหรืออุ้มลูกน้อยควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง
การตรวจหลังคลอด
แพทย์จะนัดตรวจหลังคลอด ประมาณ 4-6 สัปดาห์ หลังคลอด เพื่อตรวจดูอวัยวะภายใน แผลฝีเย็บ  แผลหน้าท้อง ลักษณะน้ำคาวปลา และตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก
หลังจากนั้นแพทย์จะแนะนำ เรื่องการคุมกำเนิดซึ่งปติควรจะคุมกำเนิดนาน 2-3 ปี


  ข้อควรปฏิบัติของสตรีหลังการคลอดบุตร
ตั้งแต่สตรีเริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอดบุตร จะมีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นมากมาย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
1.   หลังการคลอดบุตรโดยธรรมชาติ ควรใช้ผ้าพันรัดหน้าท้อง  เป็นการกระชับหน้าท้องและป้องกันมดลูกห้อยย้อย กลับเข้าอู่เร็ว ในรายที่คลอดการด้วยผ่าตัดออกทางหน้าท้องไม่ควรทำ
2.   ควรดื่มน้ำมะขามเปียกใส่เกลือ เพื่อป้องกันท้องผูก  เพราะความบอบช้ำจากการคลอดแผลบริเวณฝีเย็บ ทำให้ขับถ่ายลำบาก
3.   สตรีหลังคลอดบุตรควรนอนพักผ่อนให้มากๆ ควรเดินช้าๆ ก้าวสั้นๆ
4.   ห้ามสระผมตลอดระยะเวลาที่อยู่ไฟ เพราะต่อมใต้สมองสั่งการในการขับของเสีย เช่น น้ำคาวปลา การสระผมทำให้ อุณหภูมิในร่างกายลดลง การที่น้ำคาวปลาไม่ไหลอาจจะทำให้เลือดตีย้อนกลับ เป็นประดงเลือดหรือระบบน้ำเหลืองเสียได้
5.   ควรอาบน้ำอุ่นเสมอ จะใช้น้ำต้มตะไคร้ หรือใบสาวหลง เพื่อให้ร่างกายมีกลิ่นหอม
6.   ต้องทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือนั่งแช่น้ำอุ่นที่ผสมด่างทับทิมเล็กน้อย วันละ2-3ครั้ง แล้วเช็ดให้แห้ง
7.   ต้องทำความสะอาดหัวนม และบริเวณเต้านมทุกครั้งก่อนและหลังให้นมลูก ถ้ามีน้ำนมมากควรปั้มใส่ขวดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำนม และป้องกันการปวดคัดที่เต้านม
8.   สตรีหลังคลอดบุตรควรดูแลสุขภาพด้วยการอยู่ไฟ เช่น การประคบ การนวด การนาบหม้อเกลือ การเข้ากระโจม ให้ครบทุกขั้นตอน
9.   สตรีหลังการคลอดบุตร ควรบริหารร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม เพื่อให้คืนสภาพร่างกายเป็นปกติ                                                                                 
   10. หลังการคลอดบุตร ควรนอนคว่ำโดยหาหมอนนิ่มๆรองบริเวณหน้าท้อง  เพื่อช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น  ถ้าคลอดโดยการผ่าตัดหน้าท้องให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์
   11.ให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ  โดยจะต้องนั่งดื่มเท่านั้น  และดื่มทุกครั้งหลังจาการให้นมแก่ลูก น้ำนมที่ลูกดื่มจากแม่ มีปริมาณน้ำเพียงพอแก่ลูก จึงไม่จำเป็นต้องให้ลูกดื่มน้ำตามก็ได้แต่ผู้เป็นแม่จะต้องดื่มน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย  รวมทั้งการดื่มน้ำหลังจากทำ การนวด ประคบ อบสมุนไพร หรือกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการดูแลสุภาพหลังการคลอดบุตรทุกอย่าง





การคลอด


การคลอด
เมื่อถึงกำหนดคลอด ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองจะหลั่งออกมากระตุ้นให้กล้ามเนื้อผนังมดลูก เกิดการบีบตัวดันทารกออกทางช่องคลอด (เกิดลมกัมมัชาวาด) การบีบรัดตัวในช่วงแรกประมาณ 30 นาทีต่อครั้ง เมื่อการคลอดดำเนินต่อไป มดลูกก็จะบีบรัดตัวมากทุกๆ 1-3 นาที  ช่องคลอดจะมีการขยายใหญ่ออกได้หลายเท่าตัว และการบีบรัดของมดลูกจนกระทั่งถุงน้ำคร่ำแตกออก ทารกก็จะคลอดออกทางช่องคลอด  โดยปกติส่วนศีรษะของทารกจะโผล่ผ่านช่องคลอดออกมา พร้อมกับเสียงร้องจ้า  เป็นการแสดงการหายใจ ด้วยตนเองครั้งแรกของทารก
หลังจากคลอดทารกแล้วประมาณ 10-20 นาที รกจะหลุดลอกออกจากผนังมดลูก ที่เรียกว่า คลอดรก  ระยะของการคลอดรกคือการที่มดลูกหดตัวอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดการหลุดลอกของรก เลือดจึงออกมากในระยะแรก แต่เมื่อมดลูกหดตัวเล็กลง เลือดก็จะออกน้อยลง เลือดที่ออกมาช่วงหลังนี้จึงเรียกว่า น้ำคาวปลา

น้ำทูนหัว  หรือน้ำคร่ำ
เป็นน้ำที่เกิดขึ้นในเยื่อบางๆ ที่เป็นถุง  เรียกว่า ถุงน้ำคร่ำหรือถุงน้ำทูนหัว เป็นน้ำที่มีสีขาวขุ่น เมื่อแรกเกิดเป็นน้ำใสๆ มีรสเค็มกร่อย
   ประโยชน์ของน้ำคร่ำ ในน้ำคร่ำนี้มีธาตุต่างๆหลายชนิด เช่น ยูเรีย น้ำตาล ซัลเฟต เป็นต้น เพื่อหล่อเลี้ยงทารกในครรภ์  ไม่ให้กระทบกระเทือนจากของแข็งๆและยังเป็นเครื่องถ่างให้มดลูกพองตัวอยู่เสมอ จะหดเหี่ยวลงไม่ได้  ทารกมีที่อยู่อย่างสบายและหมุนตัวได้สะดวก นอกจากนี้น้ำคร่ำยังเป็นตัวหล่อลื่นที่คลอดได้อย่างสะดวก  เพราะแรงบีบรัดตัวของมดลูก  ขณะจะคลอดทำให้ถุงน้ำคร่ำปริแตก  เพราะถูกเลื่อนดันให้โปร่งออก ในบริเวณศีรษะของทารกและดันที่ปากช่องคลอดน้ำคร่ำจึงไหลอออกมาก่อนทารก ในปัจจุบันการคลอดที่โรงพยาบาล เมื่อถุงน้ำคร่ำไม่ปริแตก แพทย์อาจเจาะถุงน้ำคร่ำให้เป็นรูเล็กๆ ปล่อยน้ำให้ไหลออกมาเพื่อกระตุ้นการเจ็บครรภ์คลอด หรือเจาะเพื่อเอาน้ำคร่ำไปตรวจสอบ เมื่อสงสัยว่าทารกในภาวะวิกฤต 

น้ำคาวปลา
เมื่อทารกคลอดออกทางปากช่องคลอดแล้ว  มดลูกจะมีการบีบตัวอย่างรุนแรง รกก็จะหลุดลอกตัวเอง จากเยื่อบุโพรงมดลูกภายใน 10-20 นาที หลังจากทารกคลอด จะมีแผลเล็กๆและมีเลือดไหลตามออกมามากในระยะแรก  ต่อมามดลูกจะมีการหดรัดตัวให้เล็กลง เลือดจะเหลือน้อยลง  เลือดที่ออกมาภายหลังจึงเรียกว่า น้ำคาวปลาเป็นเลือดที่ตกค้างอยู่จึงควรจะต้องขับออกจากร่างกายไห้หมด มดลูกจะได้สะอาด แข็งแรงและเข้าอู่เร็วขึ้น
      น้ำคาวปลาหรือเลือดที่ออกหลังการคลอด ช่วงแรกๆจะเป็นสีแดงๆและออกมา โดยเฉพาะเวลาที่ให้ลูกดูดนม  เนื่องจากมดลูกจะมีการหดรัดตัวมาก  จากสีแดงจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาล  และจะจางไปหลังการคลอดแล้ว  2 สัปดาห์ น้ำคาวปลาจะหายหมดไปภายใน 4 - 6 สัปดาห์ แต่ถ้ายังมีเลือดออกอยู่ควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นการตกเลือด  อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการตกค้างของรกหรือถุงน้ำคร่ำภายในมดลูก
       ถ้าน้ำคาวปลาไม่ใคร่จะใส  ควรจะทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น เพื่อเสริมธาตุเหล็ก และโลหิตจาง  ลดอาการอ่อนเพลีย  ร่างกายจะได้ฟื้นฟูเร็วขึ้น
 




การตั้งครรภ์



ในคัมภีร์ปฐมจินดาได้กล่าวถึงต้นเหคุที่เกิดมนุษย์ ไว้ดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อมีการปฎิสนธิขึ้นมา
ต้องมีพร้อมด้วยบิดา-มารดา และมีครบบริบรูณ์ของธาตุทั้ง 4 คือปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) 20 ประการ
อาโปรธาตุ (ธาตุน้ำ) 12ประการ  วาโยธาตุ (ธาตุลม ) 6ประการ  เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) 4ประการ
ซึ่งจะระคนเข้าด้วยกัน แล้วจึงมีการปฎิสนธิในมดลูก เมื่อมีการเจริญเติบโตขึ้นก็จะเรียกว่ามารดามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
สัปดาห์แรกในมดลูก กลุ่มเซลล์เนื้อเยื่อ 3 ชั้นของมดลูก จะก่อรูปขึ้นเป็นถุงกลมซึ่งประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากโดยกลุ่มเซลล์ชั้นนอกสุดจะเป็นต้วผลิตระบบประสาท ผิวหนัง เล็บ ขน และเคลือบฟัน  กลุ่มเซลล์ชั้นกลางทำหน้าที่ผลิตกระดูก กล้ามเนื้อ ไต และระบบหมุนเวียนโลหิต  ส่วนกลุ่มเซลล์ชั้นในสุดนั้น  ทำหน้าที่ผลิตระบบการหายใจ  ระบบการย่อยอาหาร และระบบต่อมต่างๆ ภายในร่างกาย เซลล์ของไข่ที่ได้รับการผสมเพียงเซลล์เดียวนี้ จะมีการพัฒนาทวีจำนวนขึ้นถึงเกือบ 6พันล้านเซลล์ในทารกแรกเกิด ด้วยการควบคุมของโครโมโซมทีมี DNA ของบิดาและมารดา และเซลล์ที่เกิดขึ้น เหล่านี้จะก่อรูปเป็นเนื้อเยื้อชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในงานเฉพาะด้านของร่างกาย โดยแต่ละเซลล์ จะมี DNA ที่เหมือนกันทั้งสิ้น  ยกเว้นแต่เซลล์ของเชื้ออสุจิและไข่
ขณะที่อยู่ในครรภ์ตัวอ่อนหรือทารกจะอาศัยอยู่ในถุงน้ำคร่ำหรือน้ำทูนหัว ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนจากอันตรายต่างๆได้เป็นอย่างดี ตัวอ่อนจะเริ่มมีการพัฒนาอวัยวะต่างๆ ขึ้นมาอย่างช้าๆ ภายในถุงน้ำคร่ำ แม้กระทั่งการขยับตัว หรือการดิ้นของตัวอ่อนผู้ที่เป็นมาดา ก็สามารถรับรู้อาการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ต่อมาตัวอ่อนจะเริ่มมีการพัฒนาทางประสาทการรับรู้ โดยามารถได้ยินเสียงต่างๆ ภายในร่างกายของมารดา มีการรับรู้เรื่องแสง เริ่มรับรู้ถึงความมีอยู่ของตัวเอง เริ่มสำรวจสิ่งแวดล้อมโดยใช้มือ และยังพบว่าตัวอ่อนมักจะดูดนิ้วมือ กลืนน้ำคร่ำในถุงด้วย
ระบบต่างๆ และอวัยวะของตัวอ่อนจะได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นสมบูรณ์ครบถ้วนพร้อมทุกส่วนเมื่อใกล้กำหนดการคลอด